“ผมล้มเหลวทุกวัน” ดวงฤทธิ์ บุนนาค

สถาปนิก / นักธุรกิจ / ผู้เห็นโอกาส

>> เราต้องเอาตัวเองไปอยู่ในปัญหาที่ใหญ่พอ เพื่อให้คุ้มค่ากับการมีชีวิต ถ้าคุณรู้สึกว่าชีวิตคุณไม่มีปัญหาเลย ผมว่า คุณมีปัญหาแล้วนะ

>> ผมเป็นหนี้ชีวิตพ่อแม่ โตมาในครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อทำรัฐวิสาหกิจ แม่เป็นแม่บ้าน แต่สิ่งที่พ่อแม่ให้ความสำคัญมาตลอดคือการศึกษา เพราะฉะนั้นตั้งแต่เด็กการสื่อสารในบ้านจะเป็นแบบคนมีความรู้คุยกัน มันทำให้ผมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี

>> ส่วนผสมของวิทยาศาสตร์และศิลปะ มิกซ์กันในตัวผม พ่อเป็นวิศวกรที่ฉลาดอย่างมหัศจรรย์ มีความครีเอทีฟในตัว เวลาคิดอะไรจะไม่ติดกับตรรกะ แต่จะซิกแซกซ้ายขวา ส่วนแม่ก็โคตรศิลปิน มีเชื้อมาจากคุณตาที่เป็นอาร์ทติส ส่วนผสมนี้สำหรับผมและการเป็นสถาปนิกแม่งโคตรเวิร์ค

>> ที่บ้านไม่เคยตีกรอบชีวิตอะไรเลย ให้อิสระในการคิดทุกอย่างตั้งแต่เด็ก ไม่เคยบอกว่าต้องเป็นอะไร ต้องทำอะไร แต่รับฟัง และให้อำนาจการตัดสินใจ ผมเลยถูกฝึกความรับผิดชอบในการตัดสินใจตั้งแต่เด็ก ซึ่งสำคัญมากนะในการจัดการ การแก้ปัญหาธุรกิจทุกวันนี้

>> วินาทีแรกที่เข้าเรียนสถาปัตจุฬาฯ​ คือ ไอ้เหี้ยกูพลาดละ คืนแรกอดนอนทันที โดนสั่งงานวันนี้ เอาพรุ่งนี้ งานชิ้นแรกที่ส่งก็ถูกอาจารย์เหวี่ยงลงพื้นแล้วกระทืบซ้ำ ท้อมาก แต่ผมขยันไง ผมเชื่อผลของความพยายาม สุดท้ายตอนจบธีสิสผมได้ A

>> โลกนี้ไม่มี magic ไม่มีทางลัด ผมไม่เชื่อเรื่องพรสวรรค์ คุณอยากเก่งคุณต้องอดทน ต้องฝึกด้วยตัวเอง

IMG_8229

>> ผมยังล้มเหลวทุกวัน ไม่มีวันไหนที่ผมไม่แพ้ ยังโดนทวงหนี้ ยังถูกแก้งาน คำว่าประสบความสำเร็จยังโคตรห่างไกล แต่ผมก็กลับมาชนะทุกวัน ผมไฟท์อยู่ทุกวันเพื่อให้ win ในเกมส์ที่ผมเล่น

>> ทั้งชีวิตคือเกมส์ มันไม่มีหรอกชีวิตที่คุณไม่ได้อยู่ในเกมส์ ถ้าคุณยังมีลมหายใจคุณก็ต้องเล่นต่อไป ผมไม่ได้ชอบเล่นเกมส์ แต่ถ้าผมเลิกเล่นเมื่อไหร่ ชีวิตมันซังกะตาย

>> ประสบความสำเร็จแล้ว What’s next ? เมื่อผมถึงเป้าหมาย ผมจะหาพื้นที่ใหม่เพื่อกระโดดลงในเกมส์ใหม่ แล้วผมก็แพ้ แล้วผมก็กลับมาชนะ เป็นกราฟที่พุ่งขึ้นและดิ่งลง ชีวิตผมถึงไดนามิคและอยู่ได้ถึงทุกวันนี้

>> ความล้มเหลวไม่มีจริงสำหรับผม คุณพลาด คุณผิดหวัง แต่แล้วไงวะ คุณก็หาวิธีใหม่สิ หาทางออกใหม่สิ แล้วก็ไปต่อ มันเป็นแค่คำที่คนให้ความหมายเท่านั้น

>> มนุษย์แม่งติดกับดัก กับดักของคำว่าล้มเหลว ถามจริง fail แล้วมีใครตายป่าววะ ? คุณไม่ได้กลัวล้มเหลวหรอก สิ่งที่คุณกลัวจริงๆ คือกลัวดูไม่ดี เวลาไปไหนมาไหน มันเหมือนมีโลโก้แปะหน้าว่า ฉันล้มเหลว แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณเข้าใจว่ามันเป็นแค่คำๆ นึง มันเป็นแค่กับดักชีวิต คุณจะกระโจนใส่มัน คุณจะไม่กลัวอะไรเลย

>> Passion เป็นคำที่ส้นตีนมากสำหรับผม คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่า คุณดวงฤทธิ์ทำทุกอย่างเพราะมี passion เปล่า! กูไม่ได้มี passion ผมทำเพราะผมเห็น possibility ผมเห็นโอกาส ผมจึงลงมือทำ

>> คุณจะมีเหตุผลมากเสมอสำหรับการไม่ลงมือทำ ใช่ คุณอาจเห็นโอกาส แต่การจะลงมือทำคุณต้องปล่อยวางเหตุผลทั้งหมด แล้วก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้น

>> สถาปนิกทำให้ผมเห็นภาพอะไรบางอย่าง ผมถูกฝึกให้มองเห็นและเข้าใจบริบทโดยรอบ บริบทในที่นี้รวมทั้ง ลูกค้า ที่ดิน สภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ ผมเลยเห็นว่าที่ไหนมี possibility ตรงนี้เป็นร้านอาหารได้นี่หว่า ตรงนี้เป็นร้านกาแฟได้นี่หว่า นี่คือสิ่งที่สถาปนิกให้กับผม

>> สถาปนิกที่ดีต้องไม่มี identity ต้องเป็นกระดาษขาว ผมพยายามสังเกตตัวเองอยู่ตลอด เวลาที่ผมกำลังจะมี identity ผมต้องจับมันทิ้ง เพราะเมื่อไหร่ที่ผมมี identity ผมจะไม่ได้ยินสิ่งที่ลูกค้าพูด ผมจะคุยกับลูกค้าไม่รู้เรื่อง และผมไม่สามารถเป็นสถาปนิกได้

IMG_8231

>> ผมกังวลกับวิธีคิดของเด็กยุคนี้ หลายคนคิดว่ามันมีทางลัด มันมีเคล็ดลับในการเป็นสถาปนิกที่เก่ง ถ้ากูดู youtube เยอะน่าจะเก่ง ถ้ากูไปเรียนคอร์สนี้น่าจะฉลาด แต่มันไม่มีหรอก มันคืองานที่ต้องฝึกด้วยมือ ลากด้วยมือ คือ craftmanship

>> อาชีพสถาปนิกในไทยอยู่ในบริบทที่เลวร้ายที่สุด ค่างานออกแบบของสถาปนิกไทยต่ำสุดในภูมิภาค ฝีมือเราดีนะ แต่คนไทยยังไม่ยอมรับในสถาปนิกไทยด้วยกัน มัวแต่ชื่นชมฝรั่ง ต่อราคากันเองครึ่งต่อครึ่ง ตึกมันห่วยผมไม่โทษสถาปนิก เงินน้อย เวลาน้อย สภาพบ้านเมืองมันก็ยากที่จะเจริญ

>> สไตล์การออกแบบของผมเหรอ สไตล์ประหยัด (หัวเราะ) คือ ผมจะไม่ทำอะไรมากเกินความจำเป็น ถ้ามันจำเป็นแค่นี้ ผมพอแค่นี้ เหมือนเติมคำในช่วงว่าง ให้ประโยคมันสมบูรณ์ แต่ประทับใจ

>> แต่งานผมไม่ใช่มินิมอลนะ มินิมอลแม่งน้อยจนน่ารำคาญ! ของผมเน้นเรียบง่ายแต่มีความสุข

>> ตึกที่ดีควรมีบทสนทนาเป็นของตัวเอง เล่าเรื่องราวให้คนที่ใช้ที่เห็นได้ฟัง ตึกบางตึกคุณเข้าไปแล้วรู้สึกมันกำลังคุยกับเราหวะ แต่บางตึกแค่มองตาแม่งยังไม่มองเลย ซึ่งบ้านเรามีตึกแบบนี้เยอะมาก ผมว่านี่เป็นหายนะของงานดีไซน์

>> ถ้าผมเป็นตึกตึกนึง จะเป็นตึกที่หายไป เมื่อคุณเข้าไปคุณจะอบอุ่น คุณจะว้าว คุณจะชอบมันมาก คุณรู้ว่าอยู่ตรงนั้น แต่มองไปอีกทีคุณจะไม่เห็นมันอีกเลย

>> โรงแรมที่ผมสร้างเป็นโรงแรมที่ฝรั่งบอกว่า The best place to have sex ผมไม่ปฏิเสธว่าเวลาสร้างโรงแรมหรือรีสอร์ทผมคิดไปถึงเรื่องให้คนไปมีอะไรกัน ทำไมวะ มันเลวเหรอวะ คุณจ่ายค่าโรงแรมคืนละสองหมื่นกว่าบาท คุณจะไปนอนจับมือกันก็เรื่องของคุณ

>> ถ้าคุณดีไซน์รีสอร์ท แล้ว fail เรื่องนี้ ไอ้เหี้ยคุณ fail ทั้งหมดเลยนะ!

>> การไม่พูดเรื่องเซ็กส์ ไม่ได้ทำให้ชีวิตคุณหรือสังคมมันดีขึ้น ตรงกันข้ามเราควรพูดกันตรงๆ อย่างให้เกียรติในเรื่องนี้ด้วยซ้ำ คุณลองดู crime rate ระหว่างญี่ปุ่นกับไทยสิ ประเทศไหนมากกว่ากัน

>> ผมมองเห็นความงามของผู้หญิงทุกคน คุณแค่มองไม่เห็น ผู้หญิงทุกคนแม่งโคตร charming ต่อให้เป็นผู้หญิงที่เลวที่สุด ไม่สวยเลย ถ้าคุณอยู่กับเค้าซักพัก คุณจะเห็นสเน่ห์ของเค้า

>> ผู้หญิง authentic คือ ผู้หญิงที่ผมแพ้ทาง ไม่ตอแหล ปากตรงกับใจ แล้วก็ฉลาด ฉลาดในบทสนทนา ต่อกรกับเราได้ ผม fall in love ทันที

>> ผมเกรี้ยวกราดกับความไม่เวิร์คของสังคม การกดขี่ การโกงกิน เพราะถ้าผมปล่อยให้เป็นแบบนั้น บริบทรอบตัวผมไม่ดี ผมออกแบบอะไรไม่ได้ ตัวผมก็อยู่ไม่ได้

IMG_8230

>> Social media ในแง่การออกแบบ ไม่ค่อยมีผลกับงานผมเท่าไหร่ ผมยังสร้างตึกให้คนไป แล้วชม มันยังเป็นแบบนั้น ผมไม่ชอบมาบอกว่าตึกผมเสร็จแล้วนะครับ มันดีอย่างงู้นอย่างงี้ ผมอยากให้คนไปมีประสบการณ์กับมันด้วยตัวเอง

>> เป็นไปไม่ได้ที่ online will replace everything ตราบใดที่คุณยังกินข้าวด้วยปาก นั่นเท่ากับว่าหน้าจอยังป้อนคุณไม่ได้

>> ผมยังทำแมกกาซีนของตัวเอง เพราะมนุษย์ยังต้องการสัมผัสแบบนี้ mood and tone การเล่าเรื่องที่ออนไลน์ให้ไม่ได้ มันเป็นมิติของการสื่อสารที่ไม่ควรหายไป เพราะไม่งั้น การสื่อสารเราจะตื้นเขินมาก

>> ไม่มีสังคมไหนเสพย์ติดออนไลน์บ้าคลั่งเท่าสังคมไทย เราเป็นเหยื่อของการสร้างเรื่องตบตาขนานใหญ่ เอเจนซี่กลายเป็นสื่อซะเอง แล้วครีเอทคอนเทนท์ว่าออนไลน์กำลังมา หนังสือพิมพ์ตายไปแล้ว ทีวีไม่มีใครดู มันคือการเฟคเพื่อเงินก้อนใหญ่ คือมาเฟียอย่างสมบูรณ์แบบ แล้วลูกค้าก็เสือกเชื่อด้วยนะ

>> Meditation ของผมคือการขี่มอเตอร์ไซค์ รักมาก ถ้ามีโอกาสผมออกทริปต่างจังหวัดตลอด มันสงบ มันเป็นเวลาของตัวผมเอง

>> บางคนกลัวเลยเลือกหยุดเล่นเกมส์ เค้าอาจชนะแล้วเลยรู้สึกสำเร็จแล้ว แต่สุดท้ายชีวิตมันจะตาย ชีวิตที่เน่าเฉา คุณไม่กลัวเหรอ ? ผมไม่อยากมีชีวิตแบบนั้น

สัมภาษณ์ และตีพิมพ์สำหรับนิตยสาร Esquire Thailand ฉบับ พ.ค. 61